Chef : Thierry Drapeau : Date : Dec 2020

Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A.

อาหารฝรั่งเศส Fine dining ยุคใหม่ถูกยกเป็นหนึ่งในรูปอาหารที่เหล่านักชิมยกนิ้วให้ และถูกนำไปใช้ดัดแปลงร่วมกับหลายวัฒนธรรมอาหาร ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคการปรุงที่เหนือชั้นซับซ้อนและพิถีพิถัน การคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี หรือรูปร่างหน้าตาสุด Instagrammable ชวนให้ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บไว้ จนทำให้เกิดค่านิยมที่หากมีโอกาสพิเศษต่างๆ อาหารฝรั่งเศสจึงถูกนำมาพิจารณาเป็นตัวเลือกแรกๆในการใช้รับรองหรือสร้างความประทับใจ

แต่ทว่าอาหารฝรั่งเศส Fine dining ในปัจจุบันนั้นก็เกิดขึ้นมากมายทั่วกรุงเทพมหานคร และเริ่มแพร่ไปตามหัวเมืองใหญ่ๆในทั่วไทย อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราแนะนำให้คุณมาที่นี่ แน่นอนว่าหากพูดถึงรสชาติ หน้าตา การบริการหลายๆที่ ณ ปัจจุบันนั้นแทบไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างออกไปคือแนวคิดหลักของห้องอาหาร “หมู่มวลดอกไม้”

Signature Bangkok

Signature Bangkok ร้านอาหารฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์และทันสมัย นำเสนอความสวยงามและรสชาติที่ละเอียดอ่อนของดอกไม้ที่รับประทานได้ ผ่านกรรมวิธีการปรุงอย่างชำนาญ โดยเชฟ เที่ยร์รี่ ดราโป อดีตเชฟผู้สร้างร้านรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาวถึง 9 ปีซ้อน ในบรรยากาศที่เปรียบเสมือนโรงละคร 

Signature Bangkok ตั้งอยู่บนชั้น 11 ของโรงแรม วี กรุงเทพฯ สามารถมองเห็นวิวเมืองพร้อม ทิวทัศน์เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ที่งดงาม และมีเป้าหมายว่าจะเป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารชั้นนำ ระดับรางวัลดาวจากบริษัทยางรถมิชลินของกรุงเทพฯในอนาคตอันใกล้ 

ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับ “อาหารจากหมู่มวลดอกไม้”  กันเลยครับ !

เมนูอาหารของ Signature Bangkok เป็น “การเดินทางเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ” แต่ละจานจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบแต่ละอย่าง และเน้นถึงที่มาของวัตถุดิบนั้นๆ เพื่อนำพาให้ผู้มารับประทานอาหาร ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวัฒนธรรม ผ่านศาสตร์การทำอาหาร เมนูอาหารที่ Signature Bangkok จะเน้นรสสัมผัสที่เป็นธรรมชาติของเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อเป็ด หมู หรือปลา

โดยเชฟจะเลือกใช้ดอกไม้ที่สวยงามหายาก และสมุนไพรที่ละเอียดอ่อนของไทย เพื่อเพิ่มมิติให้รสชาติของเนื้อสัตว์เด่นชัดขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เนยและเครื่องเทศที่มากเกินไป ผลลัพธ์ ที่ได้ คืออาหารฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์อย่างสวยงาม และเข้าถึงได้ง่าย เมนูอาหารทั้งหมดได้แก่ คานาเป้ Mise en bouche อาหารคาว ขนมหวาน และ รับของขวัญเล็กๆน้อยๆ เป็นที่ระลึกสำหรับนำกลับบ้าน 


เริ่มต้นค่ำคืนด้วยการนั่งผ่อนคลายในเลานจ์ ประดับด้วยผ้ากำมะหยี่ ตั้งแต่เข้ามากันที่ร้าน ในโซน foyer ที่ประดับไปด้วยดอกไม้ และแสงสีทอง พร้อม Grand piano โดยมีนักดนตรีเล่นเพลง jazz คลอ พร้อมไปกับการจิบ welcome drink และ tapas พร้อม champagne เพลิดเพลินไปกับเสียงเปียโนและอาหารเรียกน้ำย่อย จับคู่กับแชมเปญหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ ก่อนเข้ามื้ออาหาร อาหารมื้อหลัก

การที่ให้แขกทุกท่านนั่งที่จุดรับรองก่อนไปที่โต๊ะอาหารนั้น เพื่อเป็นการปรับอารมณ์และผ่อนคลายจากความวุ่นวายและบรรยากาศการเดินทางอันรีบเร่งในตัวเมืองกรุงเทพฯ

ที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น พนักงานในชุดเดรสที่เต็มไปด้วยลวดลายดอกไม้จะให้บริการทุกท่านด้วยความเป็นมิตรและสดใส

อาหารทั้งหมดถูกรังสรรค์จากความทรงจำแห่ง Vendee เมืองแห่งทุ่งหญ้าในประเทศฝรั่งเศส Farm to table พร้อมอาหารที่เป็น concept จากดอกไม้ที่มีสีสันสวยงาม และวัตถุดิบจากบ้านเกิดของ chef Thierry

สำหรับมื้อค่ำที่นี่เชฟมีเมนูให้เลือกสองตัวเลือกคือ 3 courses หรือ 5 courses Le Grand Bouquet (วันนี้เราจะลองเป็นตัวนี้นั่นเอง) รวมทั้งตัวเลือกที่เป็นเมนูวีแกนออร์แกนิค สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ 

เรามาเริ่มต้นกันด้วย Welcome Tapas ซึ่งทั้งหมดจะมาบนถาดไม้ที่หุ้มด้วยมอสสีเขียวเหมือนอาหารต่างๆที่อยู่บนทุ่งหญ้า :


1.King of mochet – ชอตซุปเข้มข้น เบสเป็น white bean กินก่อนเป็นอันดับแรก shot ที่รสละมุน อูมามิ แต่ให้ความสดชื่อ เมื่อรวมกับ วิชวลของถาดแบบทุ่งหญ้า ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังได้เดินเล่นในสวนจริง ๆ

2. Playful – เป็นขนมปังสูตรของ ชาว vendee กระเทียม หอมนุ่มกรอบนอกนุ่มในคล้าย sourdough แต่เนื้อกรุบกรอบกว่า พร้อมกลิ่นกระเทียมอ่อน ๆ

3. Escargot ชิ้นนี้จะเป็น deep fried ball ทำจาก escargot สีเขียวกลมกลืนกับหญ้า รับประทานคู่กับ herb jule ในเปลือก escargot ดื่มปิดท้าย 🐌

4. Vegetable ravelloi – white bean – ราวีโอลีสีเขียวขนาดพอดีคำ มีรสอูมามิจาก white bean เช่นกัน

5. egg poached

เป็น egg poach ที่นำเฉพาะส่วนของ white yolk ตีจนเนียนในเปลือกไข่ มีไข่แดงด้านล่างปรุงด้วย olive oil และ spinach ปิดท้ายการปรุงซอสซัลบิยอง ความหอมนุ่มของไข่กับ spinach ลงตัว

หลังจากที่เสร็จจากการปรับอารมณ์และผ่อนคลายเราก็จะมากันที่โต๊ะ โดยเหล่าพนักงานที่แต่งตัวประดุจนางฟ้าแห่งทุ่งดอกไม้จะนำทางเรามายังโต๊ะที่ได้จองเอาไว้

ขนมปัง:

ขนมปังกับเนยนั้นเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของห้องอาหารฝรั่งเศสนั้นๆ ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของห้องอาหารเลยทีเดียว เทคนิคการทำขนมปังและคุณภาพของเนยเป็นดัชนีตัววัดคุณภาพเชฟและห้องอาหารได้ดี และที่นี่ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก


yeast ทำจากสูตรแม่และยายของเชฟเอง สูตรพิเศษ และที่พิเศษสุด ๆ คือมี black olive puree ผสมสอดไส้ด้านใน ทำให้มีรสเปรี้ยวๆหวานๆเค็มๆ อร่อยถูกใจไม่น่าเบื่อ


เนยสองรส – smoked กับ salt butter มี พริกไทยจาก กัมพูชา

The Courses

เมื่อเชฟพร้อม พวกเขาจะให้สัญญาณโดยการปรบมือเป็นจังหวะชุด ม่านกำมะหยี่จะถูกเปิดออกประดุจโรงละครที่จะเริ่มทำการแสดง ซึ่งจะเผยให้เห็นทีมเชฟที่ปรุงอาหารและครัวด้านใน

ทุกท่านสามารถเดินเขาไปชมครัวด้านในได้

อยากให้นึกถึงภาพโรงละคร ที่มีการเล่าเรื่องราวต่างๆผ่านตัวนักแสดง Signature Bangkok ก็ไม่ต่างจากเวทีละคร เพราะทุกท่านจะได้ชมการรังสรรค์อาหารทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเตรียมวัตถุดิบที่หายาก ไปจนถึงการแต่งจานทุกจานโดยทีมเชฟอย่างใกล้ชิด 

Wine

จุดเด่นคือ ไวน์ที่นี่คือ จะใช้เป็น biodynamic wine จากฝรั่งเศส ที่ปรุงแต่งโดยวิธีธรรมชาติเท่านั้น ไม่ผ่านการใช้สารเคมีใดๆ เลย โดยมี sommelier ชาวฝรั่งเศสที่จบแและอบรมมาโดยสถาบันเฉพาะด้านในฝรั่งเศส ไม่ได้เลือก label ดังมาเท่านั้น แต่เอา label ที่คัดสรรจากหมู่บ้านไวน์ในฝรั่งเศส คัดสรรมา

Amuse bouche: beetroot variations


เชฟโชว์เทคนิคการปรุงได้อย่างเลิศเลอ เว่อร์วังมากทีเดียวเชียว โดยเชฟนำ beetroot มาแปรรูปเป็น amuse bouche แบบหลากหลายรูปแบบ แนะนำเริ่มจาก
beetroot pole bomb ด้านในมีน้ำ raspberry เปรี้ยวหวานสดชื่น ช่วยเปิด palate

จากนั้นตามด้วย beetroot prickles ซึ่งมีความสดชื่นและมีน้ำมีเนื้อขึ้น – จากนั้นตามด้วย beetroot sponge leek rasberry ซึ่งช่วยเรียกความอยากอาหารและเปิดเพดานรับรสได้เป็นอย่างดี

และปิดท้ายด้วย beetroot sorbet ที่สดชื่นล้างรสในปากได้เป็นอย่างดี

sancerre sauvignon blanc 2017 เป็น wine ขาว floral ที่อร่อยกลิ่นหอม ช่วยตัดรส palate อย่างดี

Blue Lobster

พระเอกของจานนี้คือ Blue Lobster เนื้อสดๆแน่นๆ หวานธรรมชาติ ที่มาพร้อมกับ Brittany cucumber ซึ่งให้ความเขียวและสดชื่น เหมือนวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าต้นฤดูร้อน ปลายฤดูใบไม้ผลิ มาพร้อมๆกับ oxalis flower ที่สวยงาม

ซึ่งจานนี้ใช้ Blue Lobster หลายส่วนมาก ทั้ง ส่วนตัวหรือ body – โดยนำมา slow cook ทำให้ยังรักษาความฉ่ำในเนื้อกุ้งไว้ได้อย่างดี แต่สุก มาพร้อมๆกับ rice cracker cucumber จัดมาเป็นมงกุฏดอกไม้

อีกจานจะเป็น ส่วนหัวของ lobster – นำมาทำเป็น carama cream ที่ให้รสมันเค็มดีเยี่ยม และมีกลิ่นหอมมันกุ้งชัดเจน ผสานกับ shoulder lobster- ที่นำมา slow cook เช่นเคย ทำให้ยังรักษาความฉ่ำในเนื้อกุ้งไว้ได้เป็นอย่างดี แต่สุก ประกอบกับ cavier เกรดดีรสเค็มๆ และ celery cream burecarama cream ปั้นออกมาต่างหาก , capioca crispy

Scallops

จานนี้เป็นหอย Scallops ตัวใหญ่ สด นำมา grilled ซึ่งนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส จากชายหาด Normandy เคียงคู่ไปกับ fennel capers anise มาพร้อมกับซอส scallop jules ที่มาจากหอย ผสานกับ lemon grass ที่ให้ความหอมสดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิริมชายหาด แสงแดดอ่อนๆ กลิ่นหอมสดชื่น กับ caper puree ที่รสออกเค็มๆแบบมีเอกลักษณ์

พนักงานจะอธิบายเมนูนี้ไปพร้อมๆกับการราดซอส caper puree

อีกจานจะเป็น scallop tatare ซึ่งแบ่งเป็นสองคำ ให้พอดีปาก โดยการนำเนื้อหอยดิบๆไปทำการ marinate ทำให้เนื้อสุกจากกรดและคายน้ำออกเนื้อจึงมีความหนึบๆ

มาพร้อมกับกับ capers ที่ให้รสเค็ม และ fennel ที่ให้เทคเจอร์กรอบนิ่มและสดชื่น เคียงคู่มากับจานแรก เชฟอยากให้เมนูนี้บรรยากาศเป็นแบบ steak

wine: les raisins de l’amitee 2017

My Fisherman’s Friend “Laurent Daniel”

Poached – leeks – saffron – purple crisps
seabass saffron sauce

จานนี้เป็นการใช้ปลาจากเพื่อนของเชฟเอง เพื่อนของเชฟที่ฝรั่งเศสเป็นประมงท้องถิ่นที่ตกปลาตามธรรมชาติ ไม่ใช้การหว่านอวนตาถี่ ทำให้แม้จะจับปลาแต่ก็ไม่ทำลายตัดตอนระบบนิเวศ โดยแดเนียลเพื่อนเชฟจะคอยตกปลาส่งให้เชฟเรื่อยๆ

ดังนั้นในจานนี้จะเป็นปลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามที่คุณแดเนียลจับได้ เปลี่ยนไปทุกๆสัปดาห์แล้วแต่วัตถุดิบที่เพื่อนรักชาวประมงของเชฟ Laurent Daniel จะหามาได้

วันนี้เป็น Seabass สดๆ เนื้อนุ่มแต่ไม่ร่วนเละ มีความหนึบนิดๆ ปรุงรสด้วยซอส saffron สูตรพิเศษที่ใช้แซฟรอนมหาศาล ทำให้ได้กลิ่นแซฟรอนที่ชัดเจนมากๆ เสริมด้วยมะเขือเทศอีกเล็กน้อยทำให้ได้รสหวานอมเปรี้ยวนิดและสีสันต์ที่สวยงาม

เชฟยังคงแนวคิดการมีของเคียงกับจานหลัก สำหรับจานนี้เครื่องเคียงเป็น หอย mussle tempour ทอดแบบ deep fried + จิ้มจาก dip ทำจากขมิ้น กับ saffron cream หอยหวานหนึบแน่นแป้งนุ่มๆกรอบๆ ได้สัมผัสที่ดีเยี่ยม รสชาติที่อร่อยเลิศ

  • wine: Filia – เป็นไวน์ light body red wine จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในประเทศฝรั่งเศส

The king of vendee

เป็ดนั้นนับเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่อยู่คู่กับอาหารฝรั่งเศสมาอย่างยาวนานก่อนยุคกลางเสียอีก เชฟเลือกนำเอาเป็ดมาเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุง Main Course จานนี้ด้วยความที่การปรุงเป็ดของเชฟเป็นหนึ่งในเทคนิคขั้นสูงที่ไม่แพ้ที่ไหนอย่างแน่นอน

สำหรับจานนี้จะประกอบไปด้วย Roasted french duck “Burgaud” – Cacao beans – pumpkin – Nasturtium Flowers

เป็ดย่างนี้มีกลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์ ยกมาหลังจากท่านได้เห็นการจัดจานอันลงตัวและงดงาม สิ่งถัดมาจากอาหารทางตาก็คืออาหารทางกลิ่น เทคนิคการปรุงเป็ดอันโด่งดังของฝรั่งเศสนั้นไม่ว่านักชิมคนไหนย่อมรู้ดี เป็ดย่างในระดับความสุกกำลังดีนี้ย่างกับ cocao bean, potato flower จึงมีกลิ่นหอมของการย่างผสานกับกลิ่นของเมล็ดโกโก้

ซอสเป็ดสูตรพิเศษของเชฟก็อร่อยล้ำเข้ากับเป็ดมากกับโกโก้ มีมะละกอกึ่งสุกกึ่งดิบ (papaya) กับฟักทอง หั่นเป็นเส้นๆ เป็นเครื่องเคียง

มี raveloi ที่มีเครื่องเทศรสเผ็ดปลายลิ้น สำหรับชิ้นนี้ เชฟเพิ่มให้สำหรับที่ไทยโดยเฉพาะ ปกติเมนูนี้เชฟเองก็ให้บริการที่ฝรั่งเศสมามีรูปแบบเหมือนจานนี้ทุกประการยกเว้นเจ้าเครื่องเทศเผ็ดปลายลิ้นนี้ เพื่อให้เข้ากับจริตชาวไทยและชาวเอเชียนั่นเอง อีกทั้งเจล white choc กับ pumpkin pureeด้านใน

เคียงด้วย ชิ้น Chocolate สอดไส้ด้วยเนื้อเป็ด ฟัวกราส์ รสเข้มข้นเอาไป deep fried

wine: filia gran mayne 2015 saint emlion gran cuu full bodied ที่ไม่บาดปาก ผสมจากองุ่นสามสายพันธุ์

pre-desset

แต่เดิม เมื่อเรากินจานหลักเสร็จก่อนจะเข้าสู่ของหวาน ในรูปแบบของอาหารฝรั่งเศสจะมีจานเบรคและล้างเพดานปาก ปรับให้รับรสที่สดชื่นเป็นซอร์เบ ซึ่งมักทำจากผลไม้ที่มีรสให้ความรู้สึกสดชื่น แต่จานนี้เชฟเลือกให้ล้างปากในแบบที่ต่างออกไปจากเดิม

โดยเชฟเลือกใช้ grand suisse french ซึ่งเป็น cream cheese ยี่ห้อดัง โดย แรงบันดาลใจนั้น เชฟเอามะม่วงของไทย มาผสม มี บิสกิต ท๊อปด้วย mango puree กับ sorbet celery granita และอีกหนึ่งในความพิเศษที่เชฟได้ใส่ลงไปคือมีการใช้ texture spoon โดยเจ้าช้อนตัวนี้ช่วยสร้างรสชาติ รับรสหวานของ cream cheese ได้เต็มที่

Wine: sweet wien la haut lieu : not too much sugary

Calamansi Sweetness

สำหรับของหวานจานสุดท้ายนี้นั้น จะเน้นความสดชื่น สดชื่นทั้งกลิ่นที่ผ่านจมูก สดชื่นจากสีสันที่สดใส และสดชื่นจากรสชาติและสัมผัส จัดได้ว่าเป็นการปิดจบมื้อที่ดีมากๆทีเดียว

สำหรับของหวานชุดนี้จะเน้นสีออกไปในทางเหลืองสดใส อีกทั้งการใช้เหล่าผลไม้กลุ่มซีตรัสเป็นตัวชูโรง ซึ่งผลไม้ตระกูลนี้มีรสหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นที่สดชื่นเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการปรุงแสนพิถีพิถันอันหลากหลายเทคนิค แบ่งเป็น 3 จานย่อยๆดังนี้

ในช้อน: Almonds – Lemon- Marigold flower กับสมจี๊ด

ในจาน: all citrus calamansi – ส้มจี๊ดแบบต่าง ๆ ปรุงเป็นครีมเนื้อละมุนรับประทานคู่กับ sorbet sponge almond sorbet mamalade cream

ในถ้วยเป็นpomelo tart คู่กับ tapioca

Surpise จานสุดท้าย

สำหรับสิ่งนี้เปรียบเสมือน Petite Four ที่ต้องเป็นของหวานเล็กๆน้อยๆปิดท้ายแบบฝรั่งเศส

ทั้งหมดจะถูกเสิร์ฟมาบนถาดไม้ที่ห่อหุ้มด้วยมอสสีเขียวสด ทำให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าอากาศสดใสอบอุ่นก่อนกลับบ้านอีกครั้ง
สำหรับของหวานในช้อน: เป็น papaya jelly, passion fruit และ rose petal เคลือบน้ำตาล

ในส่วนของจานนี้ เชฟจะถือโอกาสเป็นการมาทักทายแขกถึงโต๊ะ โดยเชฟจะมาถามไถ่พูดคุยถึงอาหารในจานผ่านๆมาและนำช้อนมาเคาะไข่ช็อคโกแลต จนแตก ซึ่งใน ไข่ จะมี chocolate truffle อยู่ข้างใน เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์


เพิ่มเติมสำหรับไวน์:

ห้องเก็บไวน์ของ Signature Bangkok มีไวน์จากทั่วโลก รวมถึงไวน์ไบโอไดนามิคที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ถูกคัดสรรมาจากโรงบ่มไวน์ขนาดเล็กที่เน้นคุณภาพเป็นหลัก โดยมี Théo Lavergne – ซอมเมอลิเยร์ประจำร้าน Signature Bangkok พร้อมให้คำแนะนำลูกค้าทุกท่านตลอดมื้ออาหารค่ำ ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นซอมเมอลิเยร์ที่ร้านอาหาร Le Clarence ระดับ 2 ดาวมิชลินในปารีส เขาจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องราวการเดินทางของไวน์ ตั้งแต่ไร่องุ่นไปจนถึงขั้นตอนการบรรจุลงขวด อาหารแต่ละเมนูมีการจับคู่กับไวน์ ในขณะที่ลูกค้า ยังสามารถมาเลือกไวน์ที่ตัวเองชื่นชอบจากห้องเก็บไวน์ของทางร้านได้เช่นกัน  


ข้อมูลสำคัญ

เปิดเวลา 18:00 – 21:00 น. ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์ และวันอังคาร)

จำกัดจำนวนที่นั่งเพียง 30 ท่านต่อคืน  ราคาเริ่มต้น 3 courses 1990 บาท, 5 courses 2990 บาท

แนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้า ที่ 

หรือแอด Line https://bit.ly/3ql8Jyn 

ช่องทางการติดต่อ : 

Website: www.signaturebangkok.com 

Instagram: https://bit.ly/2Jpoxiy 

Facebook: https://bit.ly/3lupvYd 

Line https://bit.ly/3ql8Jyn


Kin Review

Kinlakestars.com


KinlakeStars.com กินแหลกแจกดาว สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง kinlakestars.com – กินแหลกแจกดาว

รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง KinlakeStars.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

Comments

Comments are closed.