พบกับรีวิวห้องพักโรงแรมห้าดาวที่ชมวิวเมืองเชียงใหม่และดอยสุเทพได้งดงามที่สุดที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ได้เลยในบทความนี้

ช่วงนี้เปิดเฟซบุคมาก็เจอแต่คนไปเที่ยวเชียงใหม่กันว่าไหมครับ ผมคนหนึ่งที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้สัมผัสอากาศเย็นๆ ที่นั่นมากเลย เลยวางแผนจะไปเที่ยวเชียงใหม่กับเขาบ้าง ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปพักที่ไหนดีที่

ตัวเลือกแรกที่เข้ามาในหัวคือ Le Meridien เชียงใหม่ครับ เพราะที่นี่มีห้องพักให้เลือกหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่เป็น City View  วิวเมืองเชียงใหม่บรรยากาศสุดสงบ หรือ Doi Suthep View วิวดอยสุเทพสุดงาม และยังมีหลากหลายขนาดและรูปแบบซึ่งมีมากถึง 6 Room type

ซึ่งในครั้งนี้ผมเลือกห้องพักที่เป็นวิวดอยสุเทพครับ ชนิด Urban Doi Suthep ห้องนี้นอนได้เต็มที่ 3 ท่าน ห้องขนาด 388 – 388 ft2 หรือประมาณ 40 ตร.ม. เพราะฝันว่าสักครั้งอยากตื่นมาเจอดอยสุเทพตั้งอยู่ตรงหน้า อารมณ์คงเหมือนภูเขาไฟฟูจิแห่งเมืองเชียงใหม่ยังไงยังงั้น

ช่วงที่ผมจองเป็นเดือนธันวาคมห้องพักที่มีรองรับนักท่องเที่ยวมากมายหลายห้อง ก็ถูกจองเต็มเกือบ 100% เลย เอาล่ะรอบนี้ผมเดินทางจากตัวสนามบินเชียงใหม่มายัง Le Meridien โดยใช้ Uber ครับ ต้องบอกเลยว่าสะดวกมากจริงๆ ไม่ต้องเหมารถ เช่ารถ หรือต้องรอรถแดงให้เสียเวลา ที่สำคัญราคาถูกมาก

ตัวโรงแรมเดินทางมาง่ายมากครับ อยู่ใจกลางเมืองเลย แถวๆ เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ถนนช้างคลาน มาถึงแล้วเราจะเห็นตัวโรงแรมตั้งสูงตระหง่าน ตัวอาคารสีเหลืองอ่อน ออกแบบสไตล์ยุโรปผสมกับความเป็นล้านนาแบบไทยๆ ด้านหน้าโรงแรมจะเป็นน้ำพุและรูปปั้นช้าง 2 เชือกสีดำหันหน้าเข้าหากันอยู่ครับ

บริเวณโรงแรมมีความร่มรื่น มีสวนและศาลาอยู่ด้านหน้า ดูเข้ากันกับความช้าสโลว์ไลฟ์ของเมืองเชียงใหม่มากเลยครับ

ตัวอาคารด้านนอกจะใช้ปูนและไม้เป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง ให้ความรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่แรกพบ

พอเข้ามาสิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยคือ “กลิ่น” ครับ กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมในเครือ Le Meridien ทุกแห่งทั่วโลก ถูกออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แว๊บแรกที่ได้กลิ่นก็ทำให้นึกถึงตอนที่ไป Le Meridien กรุงเทพเลย เพราะฉะนั้นกลิ่นนี้แหละที่ทำให้เหมือนผมกลับมาในที่ที่คุ้นเคยอีกครั้ง ตัวปล่อยกลิ่นถ้าสังเกตในรูปดีๆ จะเห็นท่อสีดำอยู่ที่มุมล่างซ้ายของภาพ

หลังจากเดินเข้าประตูมา พนักงานก็ช่วยจัดการลากกระเป๋าจัดเตรียมความพร้อมนำเราเข้าไปเช็คอินครับ ตัวห้องโถงสูงโอ่อ่ามาก ด้านในยังให้ความสำคัญกับการออกแบบ การเลือกใช้สีอ่อนและวัสดุที่เป็นหินอ่อน นี่คือสิ่งที่เป็นมาตรฐานของที่นี่เค้าละครับ

เฟอร์นิเจอร์ พรมและพื้นผิวทางโรงแรมเลือกใช้สีเบจ และครีม ทำให้ดูกว้าง สบายตา และอบอุ่นไปพร้อมๆกัน

เคาท์เตอร์เช็คอินใช้วัสดุสีดำเข้มเหมือนชุดพนักงาน ให้ความรู้สึกโปรเฟสชันแนลดีนะครับ หลังจากลงทะเบียนและเช็คอินเรียบร้อยเราก็เตรียมตัวขึ้นไปบนห้องกัน

ทางผ่านก่อนไปที่ลิฟต์เราจะเห็นมุมนั่งเล่นบริเวณห้องโถงครับ หากมากันหลายคนก็มานั่งพูดคุยกันได้สบายเพราะพื้นที่กว้างขวางมาก

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Le Meridien คือ “Unlock Card” หรือคีย์การ์ดห้องพักลวดลายสวยงาม ที่ถูกออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่นี่ก็มีให้สะสมหลายแบบเลย อยากจะขอมาทุกลายเลยแต่ทำไม่ได้ 😛

โถงทางเดินไปลิฟท์ก็ถูกตกแต่งด้วยศิลปะร่วมสมัย ดูแล้วเหมือนกรงนกหรือโคมยี่เป็งอะไรทำนองนั้น

มาถึงห้องพักแล้วครับแคบกว่า Le Meridien กรุงเทพอยู่ประมาณหนึ่ง อาจจะด้วยตอนที่จองมีห้องเหลือให้เลือกไม่มากด้วยละครับ ทำไงได้ จองช่วง High Season ช้าเอง ><

ห้องที่เราพักคือ Urban doi Suthep เตียงที่นี่แม้ไม่เป็นเตียงทรงกลมแบบที่ไปพักครั้งก่อน แต่ก็ถือว่านุ่มนอนสบายและดูดวิญญาณมากครับ เลือกไม่ผิดจริงๆ ที่มาพักที่นี่

มองไปที่เตียงเห็นมีกล่องอะไรวางอยู่ เปิดออกมาก็เซอร์ไพรซ์เลยครับ เป็น complimentary จากทางโรงแรมเอาไว้ต้อนรับแขก อ่ะจัดการกินเรียบภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที

ด้วยการตกแต่งในรูปแบบยุโรปร่วมสมัยผสมผสานกับความเป็นไทยทำให้ห้องพักนี้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว สัมผัสความสบายอันสมบูรณ์แบบบนเตียงนอนหนานุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของ เลอ เมอริเดียน และผ้าปูที่นอนอันแสนนุ่มที่จะทำให้คุณหลับสบาย ตื่นมายามเช้าพบกับทะเลหมอกที่ปกคลุมเหนือยอดดอยสุเทพ หรือนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินยามเย็นและชื่นชมแสงสีของเมืองเชียงใหม่ในยามค่ำคืน

นอกจากช็อกโกแลตที่เป็นเอกลักษณ์บนเตียงแล้ว แผ่นพับ รายละเอียดและ Direction ทั้งหลายก็ยังมีเอาไว้ให้พวกเราอ่านเป็นข้อมูลการใช้ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมเหมือนกันกับทุกที่ด้วยครับ ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ

โซฟาริมหน้าต่าง กับกระจกกว้างๆ มองออกไปเห็นวิวดอยสุเทพและเมืองเชียงใหม่ที่เงียบสงบ เดินมานั่งเอนหลังมองออกไปมันสงบอย่างบอกไม่ถูกเลย วันหยุดยาวมันดีแบบนี้เอง

เตียงนุ่มๆ พร้อมไฟหัวเตียงนวลๆ เรียกหาอยู่ แต่ผมยังนอนไม่ได้ เรายังไม่ได้เข้าไปดูในห้องน้ำ ที่เค้าว่าเป็นพระเอกของงานกันเลย

และเตียงของห้องนี้ก็เป็นอีกมุมที่เหมาะสมสำหรับการนอนเหม่อมองชมวิวดอยสุเทพและเมืองเชียงใหม่มาก

อ่ะเพื่อนผม นอนสบายมาก กระโดดขึ้นเตียง ยื่นกล้องมาที่ผมและบังคับให้แชะภาพให้ เผลอๆ เหม่อๆ ตามสไตล์ฮิปสเตอร์

มาถึงแล้วครับห้องน้ำแบบ Le Meridien พระเอกของงาน บริเวณอ่างน้ำสามารถมองผ่านเตียงออกไปยังวิวดอยสุเทพได้ โอ้โหฟินดีจัง ติดตรงที่ว่าบานกระจกแคบไปหน่อย บวกกับกว่าจะได้แช่ก็มืดแล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เดี๋ยวผมจะแช่ให้ดูว่าวิวเค้าดีจริงๆ

ชมมุมกว้างๆ ของห้องน้ำครับ มองออกไปแล้วสวยดีจัง

บริเวณอ่างล้างหน้าก็มีอุปกรณ์อาบน้ำให้ใช้ครบถ้วนตามสไตล์โรงแรม 5 ดาวครับ

เช้าแล้ว วันนี้รีบตื่นมาเก็บภาพตั้งแต่หกโมงเช้า พระอาทิตย์ขึ้นเร็วมากเลย ไหนๆ แล้วแช่น้ำก่อนลงไปกินข้าวเช้าสักหน่อยตามสัญญาครับ

อีกซักรูปครับให้ดูว่าวิวดีจริงๆ ที่เห็นไกลๆ นั้นคือดอยสุเทพ มีหมอกลงเบาๆ ตอนเช้าได้อารมณ์เหมือนฟูจิย่อมๆ เลย

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคือชุดคลุมของที่นี่ครับ เบาสบายแต่ให้ความอบอุ่น คลุมหลังอาบน้ำแล้วสบายตัวมากๆ

ในส่วนของมุม Bar ก็มีนำเปล่า กาแฟ และชา Dilmah ให้ดื่มครับ

ตื่นมาก็พบกับวิวดอยสุเทพ เมืองเชืองใหม่ กับแสงสวยๆในสายหมอก

สวยงามจนต้องมาเห็นกับตาตัวเอง

จิบชาพร้อมวิวดอยสุเทพตอนเช้าๆ ครับ เห็นแบบนี้แล้วอยากนั่งมองนานๆ ไม่ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วได้ไหม

สระว่ายน้ำของโรงแรมนี้เป็นอีกจุดไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเพราะงดงามมาก

ไม่ว่าจะยามพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกดิน

ก่อนไปกินข้าวเช้าเอารูปสระน้ำมาให้ชมครับ

สระน้ำที่นี่เป็นสระน้ำเกลือครับ สะอาดและดีต่อสุขภาพ แต่ต้องขออภัยที่ไม่มีรูปในสระให้ชม เพราะเช้านี้อากาศหนาวจริงๆ ฝรั่งที่สระด้านโน้นเค้าต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากแค่ไหน ถึงจะลงไปว่ายในอากาศแบบนี้ได้ 😀

ลงลิฟท์มาที่ชั้นล่างเพื่อกินอาหารเช้าครับ เช้านี้ต้องรีบทำเวลาเพราะมัวแต่ลงอ่างและเดินชมโรงแรม เดี๋ยวออกไปเที่ยวไม่ทัน แต่พอถึงห้องอาหารเท่านั้นแหละรู้เลยต้องใช้เวลามากแน่นอน เพราะเรื่องกินคืองานหลัก เรื่องเที่ยวและพักคืองานรอง ฮ่าๆ

ในส่วนของอาหารเช้าก็มีให้เลือกหลายแบบครับทั้ง American Breakfast หรือ Bakery ต่างๆ

สเตชั่นที่เป็นอาหารปรุงสุกต่างๆ ก็มีไม่ว่าจะเป็นข้าว กับข้าวชนิดต่างๆ หรือว่า โจ๊ก

สเตชั่นอาหารปรุงสดก็มีหลากหลายให้เลือกครับ บริเวณนี้ก็เป็นพวกออมเล็ต สครัมเบิล และไข่ต่างๆ เลือกใส่ได้หมดครับไม่ว่าจะเป็นแฮม ชีส เห็ด พริก ผัก และอื่นๆ อีกมากมาย

แพนเค้กเชฟก็ทำให้ใหม่ๆ ร้อนๆ หอมมากต้องโดนแน่ๆ รอกินข้าวก่อนเถอะ

เลือกสั่งได้ตามใจ แถมยังมีไซรัปและสเปรดมากมายให้เลือกทา

มุมก๋วยเตี๋ยวหมูแดงครับ อร่อยมากๆ ย้ำว่าอร่อยมาก สั่งได้ทุกแบบ ต้มยำ แห้ง หรือน้ำใส จัดไปเบาๆ 2 ชาม

มุมสลัดและโคลคัทก็มีผักและชีสให้เลือกหลากหลายระรานตาไปหมด

สุดท้ายเป็นมุมเครื่องดื่มต่างๆ ครับ มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งนม น้ำผลไม้ นอกจากที่เห็นเรายังสามารถสั่งชาและกาแฟจากพนักงานได้อีกด้วย

โจ๊กร้อนๆ รับมื้อเช้าอีกซักถ้วย

ยังไม่พอจัดวาฟเฟิล แฮม ไข่ และบลูราต้าชีส อีกจานนึง

อื้อหือ ยิ้มๆ ฟินๆ ปิดท้ายมื้อเช้านี้ครับ อิ่มไหมถามใจเธอดู

ขึ้นห้องมาเปลี่ยนชุดเตรียมออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วครับ เจอ Complimentary วางไว้อีกแล้ว คราวนี้เป็น มาการองรสชาติต่างๆ เซอร์ไพรซ์อีกแล้วครับ ดูสิคราวหน้าจะไม่ให้มาอีกได้ไง ^^

หลังจากที่เติมพลังมื้อเช้าเราก็เช็คเอาท์และฝากของไว้ที่ด้านล่างครับ เตรียมตัวลุยเที่ยวเชียงใหม่กันต่อ ต้องบอกเลยครับว่าการมาพักที่ Le Meridien ครั้งนี้ของผมประทับใจมากครับ การบริการ ห้องพัก อาหาร รวมถึงบรรยากาศต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกโรงแรมทำให้วันหยุดนี้พิเศษมากจริงๆ

สุดท้ายผมขอลาไปด้วยภาพวิวดอยสุเทพยามค่ำคืน ซึ่งถ่ายจากวิวห้องนอนเช่นเดียวกันครับ แล้วครั้งหน้าผมและ KinlakeStars จะพาทุกท่านไปพักที่โรงแรมไหนกันอีก รอชมนะครับรับรองเอ็กซ์คลูซีฟและไม่ผิดหวังแน่นอน

หากทุกท่านสนใจอยากจะใช้เวลาช่วงวันหยุดแสนพิเศษแล้วละก็ ผมและ KinlakeStars ขอแนะนำโรงแรม Le Meridien เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนนช้างคลาน อำเภอเมือง เชียงใหม่ 50100 โทร 053-253-666 เวลาเช็คอิน 15.00 น. เวลาเช็คเอาท์ 12.00 น. หรือเว็บไซท์ http://www.lemeridienchiangmai.com/th

Comments

Comments are closed.