Kinlakestars.com วันนี้จะขอนำทุกท่านไปพบกับร้านอาหารสุดพิเศษ ร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดทำการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 ที่ผ่านมาจาก Chef Dan Bark – เชฟชาวเกาหลี-อเมริกัน ที่สั่งสมประสบการณ์การทำอาหารในร้านมิชลินมาอย่างยาวนานก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งเชฟได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ไปแล้วจากความสำเร็จของ Upstairs at Mikkeller การันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ระดับหนึ่งดาว

               ในปีนี้เชฟแดนได้เปิดร้านใหม่เพื่อรองรับลูกค้าที่นับวันจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งภายใต้สถานที่ใหม่นั่นคือ ‘Cadence’

Cadence at a Glance
ร้านอาหาร Fine dining style American-progressive จากเชฟมิชลินสตาร์ Dan Bark ที่ทำให้ Upstaris at Mikkeller ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จุดเด่นคือ Course ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพ การปรุงและรสสัมผัสที่หลากหลายพร้อม สวยงามด้วยอุปกรณ์ชั้นเลิศ ความสนุกสนานจาก wine cocktail และ mocktail pairing
ราคา: 4300 บาท ++
Contact: https://www.cadence-danbark.com/reservation

Kinlakestars

Location

ร้านใหม่แห่งนี้ตั้งเป็น Stand alone ในบริเวณใจกลางเมืองแต่ยังเงียบสงบใน ซอยปรีดีพนมยงค์ 25 ที่ไม่ไกลจากทองหล่อ สามารถเดินทางได้ไม่ยากโดยรถส่วนตัว ซึ่งบริเวณหน้าร้านมีที่จอดรถพอควร และ บริการ Valet คอยดูแลเรื่องที่จอดรถให้

               เมื่อเข้ามาในตัวร้านก็จะพบกับร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสไตล์ Retro Glamourous เน้นสีน้ำเงินตัดกับทองแดงให้ความรู้สึกหรูหรา แต่ยังมีความสนุกสนาน ขี้เล่นและผ่อนคลาย ซึ่งโซนแรกจะเป็นโซนต้อนรับ และ บาร์ซึ่งใช้ชื่อว่า “Caper” ซึ่งสามารถมานั่งชิลกับเพื่อน ๆ หรือ สั่งอาหารแบบ a la carte มาได้เช่นกัน

               ตัวอย่างเมนูของ Caper

Cadence

ส่วน Fine dining Section จะให้บริการในส่วนเฉพาะของร้านนั่นคือ Cadence

อาหารของเชฟจะเป็น Style Progressive American จะเน้น ชูเรื่องราวของอาหารที่เกิดจากการหลอมรวมวัฒนธรรมอาหารของแต่ละชาติ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของอาหารอเมริกัน ซึ่งเชฟแดน จะนำเอกลักษณ์อันนี้มาสร้างสรรค์เมนูใหม่ด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศ และ เน้นเรื่องราว จังหวะที่ลื่นไหล เช่นเดียวกับชื่อร้าน คือ Cadence ซึ่งหมายถึงท่วงทำนองจังหวะของดนตรี

The Course

คอร์สของ Cadence แห่งนี้จะเริ่มจาก การต้อนรับในห้องพิเศษ เพื่อปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลายเต็มที่ก่อนที่จะพบกับมื้ออาหารสุดพิเศษ พร้อม Champagne Bellicarte-Salmon ซึ่งเมื่อดื่มด่ำสักพัก Host ก็จะพาเราเดินต่อไปพบกับ Cadence ซึ่งเป็นส่วนที่เราจะรับประทานอาหารกันวันนี้ครับ

เมื่อเดินออกมาจากห้องก็จะพบกับ Cadence ซึ่งยังคงคอนเซปการตกแต่งแบบ Glamorous แต่เปลี่ยนจาก สีน้ำเงิน เป็นเน้นสีขาวและสีเบจตัดด้วย เครื่องเงิน และเล่นกับ Curve ต่าง ๆ ไปจนถึงบันไดวน และห้องไวน์ เพื่อให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้นไปอีกระดับคงความรู้สึกสดชื่น และตื่นเต้นได้ดีทีเดียว ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นห้องครัวซึ่งสามารถมองเห็นการเตรียมอาหารได้เลย

หลังจากที่เดินเข้ามา เชฟจะเดินเข้ามาทักทายพร้อมเสิร์ฟ Amuse bouche ซึ่งเชฟเลือกเป็น 48 months Iberico Ham เนื้อหวาน ละลายในปาก มีกลิ่นหอมที่แทบไม่ต้องกินแกล้มกับชีส กับ Shallot & Truffle ช่วยให้ความสดชื่นและความผ่อนคลายหวานอร่อยกับ Truffle  ซึ่ง amuse bouche ที่จะทำให้เรามั่นใจได้เลยว่า การเลือกวัถตุดิบของเชฟนั้นเป็นที่สุดแน่นอน

หลังจากเสร็จจาก Amuse bouche host ก็จะพาเราไปนั่งที่โต๊ะครับ ซึ่งตอนนี้สามารถเลือกเครื่องดื่มที่จะมา pairing ได้ ซึ่งการ pairing เครื่องดื่มของ Cadence ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจครับ เพราะสามารถเลือกได้ทั้ง Old-world, New-world wine pairing และมี Cocktail ไปจนถึง Mocktail pairing ด้วยซึ่งหายากมากๆ แต่ Cadence กล้าทำเพราะมี Bartender มือฉมัง แน่นอนว่าพลาดไม่ได้สำหรับความพิเศษนี้ครับ มื้อนี้เราได้เลือก Cocktail Pairing และ New-world wine course และก็ถึงเวลาสำหรับจานแรก

Ocean Bites

จานนี้เป็นออร์เดิร์ฟทะเลที่เสิร์ฟมาในชามที่ด้านล่างมีลูกแก้วที่มีแสงไฟสีเขียวน้ำทะเลครับ ซึ่งเชฟเล่าว่าได้แรงบันดาลใจจากตอนที่เที่ยวทะเลหัวหิน แล้วมองไปในทะเลเจอแสงไฟของเรือตกปลาหมึกนั่นเองครับ

สำหรับตัวอาหารจะเป็น หอยนางรมฟินเดอร์แคลร์พร้อมอิคุระ แซลมอลแครกเกอร์ และ โนริชิปกับไดกอน ทั้งสามคำเรียกได้ว่านุ่มละมุนและสดชื่นมากครับ ตัวผมที่ไม่ได้เป็นแฟนของหอยนางรมก็สามารถกินได้อย่างอร่อย เนื้อหอยนางรมเข้ากับอิคุระได้ดีครับ 

Cocktail: Gin ที่ผสมส้มโอสับปะรดและ champagne ดึงรสชาติให้รู้สึกเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่ริมทะเลไปอีกขั้นครับ

Caviar

จานนี้เป็นจานเด่นของเชฟแดนครับ เป็น Osetra Caviar ซึ่งเป็น premium Caviar เสิร์ฟพร้อมกับ Celiac puree ตัดรสด้วย pickled onion, chive(ต้นหอมจีน) และ bred chip ครับ เสิร์ฟมาในจานเฉพาะสวยงามพร้อมช้อนเปลือกหอยมุก ซึ่งจานนี้สามารถลองกินแยกเป็นอย่าง ๆ หรือตัดกินพร้อม ๆ กันก็ได้ครับเพื่อรสชาติที่หลากหลาย

Cocktail: Vodka รสเยี่ยม วอดก้าตัวนี้มีสีใสเหมือนกับสี Crystal ไม่ขุ่นมัวมีกลิ่นที่หอมเบาบางมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีกลิ่นเอทานอลที่มีกลิ่นช่อดอกไม้รวมอยู่ชัดเจนอีกทั้งกลิ่นปลายจมูกยังมีกลิ่นวนิลาและกลิ่นดอกไม้ขาวอื่นๆผสมคลุมเครือกันนอกจากกลิ่นที่หอมแล้วรสชาติก็ยังมีความชัดเจนแต่ไม่แรงหวานปลายลิ้น ด้วยความหวานจากรสสัมผัสของ Vanilla จึงทำให้ไปด้วยกันได้ดีกับ Cavair และช่วยตัดรส และ กลิ่นแหลมของ Chive

Red Shrimp

จานนี้เป็นจานที่เห็นการผสมผสานของการปรุง เชฟนำกุ้งแดงอาร์เจนตินา ซึ่งมีความโด่งดังเรื่องความสดหวานปรุงออกมาให้คล้ายแบบกุ้งโบตั๋นที่เราพบในอาหารญี่ปุ่นครับ เพิ่มแตงกวาเย็น และ snow ที่ทำจาก kaffir lime ให้ดูคล้ายวาซาบิ เติมรสด้วยอิคุระ และยังผสมความเป็นไทยไปอีกนิดด้วยส้มจี๊ดและถั่วลิสงครับ ถือได้ว่าเป็นจานที่สะท้อนความเป็น progressive American ทั้งในเรื่องของเทคนิค และความผสมผสานได้ชัดเจน และที่สำคัญคือ อร่อย-มาก-ครับ !

Cocktail: Apple Jack ที่มีส่วนผสมของ balsamic ช่วยเบลนรสชาติของ citrus ต่าง ๆ ที่ได้จากจานนี้

Pea

จากนี้ตัวหลักเป็น English Pea Puree ที่ผสมผสานด้วย Edible flower, Lavender Gel เส้นกรอบ และแฮมโพรชุตโต้ 16 เดือน (16 month cured Prosciutto)  ซึ่งจานนี้มีเรื่องราวคือ เชฟได้แรงบันดาลใจจากการไปท่องเที่ยวยุโรปและได้รับประทานอาหารในไร่ไวน์ที่มีกลิ่นลาเวนเดอร์ ซึ่งเชฟประทับใจและต้องการสื่อประสบการณ์ของอาหารมื้อนั้นออกมาครับ ซึ่งเรียกได้ว่าทำออกมาได้น่าสนใจทีเดียวครับ ตัวลาเวนเดอร์เจลนั้นหอมแต่ไม่หวานเลี่ยนจนเกินได้เรียกได้ว่ากำลังดี

Cocktail: ยังเป็นตัว apple jack อยู่ซึ่งก็เข้าได้กับเรื่องราวของจานนี้ครับ

ก่อนเสิร์ฟจานถัดไป ซึ่งจะเริ่มเป็นเมนคอร์สมากขึ้น เชฟจะนำ Homemade Brioche ออกมาเสิร์ฟครับ ซึงตัวขนมปังนี้อุ่นอร่อย หอมกรุ่นและนุ่มมากครับ คู่กับ Butter ที่ด้านบนเป็นเกลือดำลาวาจากฮาวาย และ Olive oil Jam ซึ่งตัวขนมปังบิยอชนี่ผมอยากจะเรียกร้องให้เชฟขายแบบกลับบ้านจริง ๆ ครับ 😀

Grouper

เป็นเมนจานแรกครับ ปลาเก๋าจากอ่าวไทย pan-seared มาด้านล่างเป็นส้มโอ และ เสิร์ฟพร้อมกับ seafood bisque ที่ทำจากเปลือกกุ้งครับ ซึ่งเมื่อลองชิมคำแรกแล้วให้ความรู้สึกของต้มยำกุ้งออกมาเลยครับ

ความเปรี้ยวขมเล็กๆของส้มโอ และตัว bisque เองช่วยให้ตัวปลาเก๋าหวานชัดขึ้น และกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี เป็นอีกจานที่ชอบมาก ๆ ครับ

Cocktail: Tequila ที่ขอบแก้วใช้พริกปาปิก้า ส่วนตัว Tequila เน้นรสชาติเปรี้ยวแบบ citrus ให้เข้ากับอาหาร

Sunchoke

แก่นตะวัน ที่ปรุงได้สมศักดิ์ศรีความเป็นเมนคอร์สครับ เสิร์ฟบนจานที่ด้านนอกแกะสลักลายคล้ายดอกทานตะวัน ตัวแก่นตะวันกรอบนอกนุ่มใน

มาพร้อมกับ milk curd puree, green และ gray mustard พร้อมซอสปาปริก้าครับ เป็นจานที่ทำให้รู้ว่าแก่นตะวันก็สามารถทำให้อร่อยได้ขนาดนี้ครับ

Cocktail: Tequila เดิมที่ยังเข้ากับเรื่องราวของปาปริก้าบนจานได้เป็นอย่างดีครับ

Mushroom

จานนี้เชฟจะแสดงวิธีการปรุงน้ำซุปก่อนครับ ด้วยการนำซุปดาชิ ในหม้อไซฟอนด้านบนเป็นสมุนไพรแบบไทยหลายชนิดครับ หลังจากไซฟอนเพื่อให้ได้รสชาติของสมุนไพร ก็จะเทลงบนจานที่ประกอบด้วยเห็ดนางฟ้า risotto ข้าวบาร์เลย์ และต้นหอม, red wine gel เมื่อเบลนกันทั้งหมดจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวครับ ผมรู้สึกคล้ายพะโล้นิด ๆ ให้ความอบอุ่นและสดชื่นผ่อนคลาย

Cocktail: Congac ที่มี orange drop กับ red wind vinegar มีรสสดชื่นและสมุนไพร เค้ากับตัวดาชิดีมาก ๆ ครับ

Land bites

จานนี้จะเป็น bites ที่เป็นธีมล้อไปกับ Ocean bites ตอนแรกครับ ซึ่งจานนี้จะเสิร์ฟพร้อมกับ smoke ครับ เมื่อเปิดฝาออกก็จะพบกับ Marmalade Jam Foie Gras ห่อมาใน cracker ขาวกับ ชิ้นถัดไปเป็น Asparagus ห่อด้วย cured duck สุดท้ายเป็น Riceberry cracker กับ bacon jam ครับ ซึ่งเชฟแนะนำให้ลองรับประทานตามลำดับครับ

Cocktail: Pineapple rum เป็น cocktail ในคอร์สที่ผมชอบที่สุดเลยครับ เพราะว่าดื่มง่ายและตัวฟองหวานอร่อย

และหลังจากที่เรารับประทานเสร็จ เชฟจะนำมีดที่เชฟสะสมไว้เมื่อตอนที่เดินทางท่องเที่ยวในยุโรป มาให้เราเลือกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับจานถัดไปที่เป็นเนื้อครับ ซึ่งรอบนี้เราได้มีดมาจาก Salzburg Austria แกะสลักสวยงามมาใช้ด้วยครับ

Beef

สำหรับอาหารคาวจานสุดท้าย เป็นเนื้อ Premium Angus Beef จาก New Zealand ครับ ส่วนการปรุงจะผสมผสานความเป็นเกาหลีด้วยซอสที่มีเบสของซัมจังหรือเต้าเจี้ยวผสมน้ำพริกแบบเกาหลี และ หัวบุกดอง ตัวเนื้อหวานหอมนุ่มมีความฉ่ำกำลังดี ส่วนซอสซัมจัง ก็ให้รสชาติที่โดดเด่น ให้ความประทับใจระดับห้าดาวสมเป็นจานปิดท้ายครับ

Cocktail: Bourbon รสเข้มข้น ผสม orange sangria ที่ช่วยดึงรสหวานของเนื้อแองกัสออกมาอีกต่อครับ

Passion Fruit

ก่อนของหวานตามธรรมเนียมก็ต้องมีของว่างล้างปากครับ ซึ่งก็คือ Passion Fruit ball เป็นไวท์ช็อคโกแลตที่ด้านในเป็นน้ำเสาวรสรสดีครับ ควรกินทั้งคำเพื่อไม่ให้เลอะครับ ตัวช็อคโกแลคหวานน้อยกรอบสดชื่นดีมากเลยครับ

Yuzu

ต่อด้วยของหวานจานแรกครับ เป็น Yuzu Cheesecake เสิร์ฟพร้อม Apple cream Sorbet และ Lime and Lime Meringue ครับ จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากตอนที่เดินทางไปฮอกไกโดแล้วได้ชิมฮอกไกโดชีสเค้กและชายูสุครับ เชฟจึงนำมาผสมผสานกัน เป็นของหวานจานนี้

Dark Chocolate

จานสุดท้ายเป็นของหวานที่ทำจาก Moose Chocolate ความเข้ม 74% ครับ แต่ด้านบนจะเป็น Shredded Truffle วางบนแผ่น Sugar Plate ที่ทำเป็นกระจกครับ ก่อนรับประทานก็แทรกกระจกแล้วก็ผสม Shredded truffle พร้อมมูสช็อคโกแลต เป็นจานที่น่าสนใจที่ตัว Truffle เพราะเข้ากับ Chocolate แบบสุด ความหวาน ขม หอมทั้งหมดลงตัวมาก ๆ ครับเป็นขนมหวานที่ปิดท้ายได้อย่างประทับใจ

Petite Fours:

พนักงานจะนำกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยขนมสวยงามชิ้นเล็กแสนอร่อย มีกระจกโชว์ขนม พนักงานที่มาพร้อมถุงมือขาวจะค่อยๆเปิดกล่องนำเสนอและเสิร์ฟลงในจาน

สำหรับ petite fours จะมี Cherry Macaron, Sesame Mochi ผสมมะกรูดและ Lime, Chocolate Bonbon, Citrus Caramel เสิร์ฟมาในกล่องไม้เฉพาะ สำหรับรอนั่งย่อยละเลียดไวน์และ cocktail ที่เหลือ เป็นอันจบคอร์สครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับรีวิวคอร์สอาหารของ Cadence เรียกได้ว่าเป็นคอร์สที่คุ้มค่าเพราะมีอาหารทุกรสชาติ และวิธีการปรุงที่หลากหลายครับ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังเสาะแสวงหาร้าน fine dining ใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความทรงจำที่ประทับใจ เน้นเรื่องราว experience ของการรับประทานอาหาร มีขั้นตอน การปรุงอาหารและการเลือกวัตถุดิบที่น่าสนใจ  สำหรับท่านที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้เลยที่ https://www.cadence-danbark.com/reservation รับรองได้ว่าจะเป็นมื้ออาหารที่จะประทับในความทรงจำไปอีกยาวนาน

ข้อมูลติดต่อ

Khlong Toei, Bangkok 10110Hours
Menu:cadence-danbark.com
Reservations:cadence-danbark.com
Phone091 713 9034

Story Athiwat T

Photo Pol.Capt. Kittin A.

fine dining, bangkok, american cuisine, progressive cuisine, Cadence by Dan Bark, รีวิว

Kinlakestars.com


KinlakeStars.com กินแหลกแจกดาว สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง kinlakestars.com – กินแหลกแจกดาว

รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง KinlakeStars.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

Comments

Comments are closed.