หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ “โรงแรมบ้านใน” กันมาบ้างแล้ว ในฐานะบูทีคโฮเทลน้องใหม่ ที่มีบรรยากาศอบอุ่น อบอวล ชวนให้นึกถึงสมัยคุณยายยังสาวๆ ชวนย้อนยุคไปประมาณสมัยรัชกาลที่ 6

ซึ่งชื่อโรงแรมนี้ก็ได้มาจาก การที่ที่ดินผืนนี้แต่เดิมเป็นบ้านของพระยารณชัยชาญยุทธ (ถนอม บุณยเกตุ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ด และคุณหญิงรณชัยชาญยุทธ (ทับทิม บุณยเกตุ) มีบ้านไม้ซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของพื้นที่ จึงได้ชื่อว่า “บ้านใน” และในเวลาต่อมาถูกรื้อและปรับปรุงใหม่เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สำหรับธิดาทั้ง 3 ของท่าน ดังที่เราจะได้พบตัวแทนสัญลักษณ์ต่างๆตามจุดต่างๆของบ้านที่จะกล่าวถึงกันต่อไป

เมื่อก้าวผ่านประตูเข้ามา ผ่านความร่มรื่นของหมู่แมกไม้ จะพบกับตัวโรงแรม หรือบ้าน ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ได้นำมาทำใหม่ ขยายใหญ่กว่าเดิม และถูกวางผังห้องหับการใช้สอยให้เหมือนเดิมมากที่สุดเพื่อคุณค่าทางจิตใจ ดีเทลแบบโบราณทุกอย่างยังมีอยู่ให้เห็น และเป็นงานที่แกะด้วยมือทุกชิ้น โทนสีที่ใช้ในการตกแต่งภายใน เป็นโทนสีขาว-นำ้เงิน กรอบรูปแสดงภาพเก่าเรียงรายอยู่บนฝาผนัง แจกันมีดอกไม้สดประดับประดาอยู่ตามมุมต่างๆของบ้าน สะท้อนถึงความใส่ใจของเจ้าของและสถาปนิกได้เป็นอย่างดี

วันนี้ Kinlakestars.com จะพาทุกท่านมาย้อนวันวาน ไปสู่ยุคคุณยายยังสาวผ่านสถานที่ กาลเวลา และอาหาร ที่ทำจากสูตรอาหารประจำตระกูลด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจ ทั้งกระบวนการและวัตถุดิบกันค่ะ

โดยก่อนอื่น เราขอมาเลือกที่นั่งกันก่อน  ถ้ามากันหลายคนและอยากได้ความเป็นส่วนตัว จะขอแนะนำโต๊ะใหญ่ในห้องนี้  ซึ่งบานหน้าต่างที่ประดับผนังทางด้านซ้ายนี้เป็นบานเก่านำมาทำสีใหม่แล้วประดับ ดูสวยดีค่ะ

หรือจะเลือกนั่งตรงนี้ มองเห็นวิวสวนด้านนอก

ซึ่งโซนกึ่ง outdoor ก็มีให้เลือกนั่งค่ะ 

เอาล่ะ คราวนี้เรามาเริ่มสั่งอาหารกันเลยดีกว่าค่ะมาสร้างความหวานสดชื่น ผ่อนคลายกันด้วยจานแรก ปลาแห้งแตงโม (150 บาท) แตงโมสีแดงสดอันหวานฉ่ำ เสริมด้วยน้ำตาลทราย ปลาแห้งฝอยสีน้ำตาลซีเปียร์

 

ข้าวพริกกับเกลือ (80 บาท) มาในห่อกระดาษมัดมาอย่างดี เมื่อแกะห่อออกจะพบกับข้าวหุงสุกกำลังดี คล้ายข้าวมัน โรยหน้าด้วยมะพร้าวบดคั่วซึ่งออกรสเค็มนิดๆคลุกกับน้ำตาลมะพร้าว ให้ได้ลิ้มลองกันบนใบตอง โดยส่วนตัวแล้วจานนี้ทำให้นึกถึงข้าวเหนียวหน้ากุ้งยังไงยังงั้น

 

หลายคนอาจจะพอทราบมาบ้างแล้วว่า ดอกไม้สีสวยๆที่เราเคยเห็นกันนั้น สามารถนำมาทำอาหารทานได้ อย่างเช่นจานนี้ ยำดอกไม้ (190 บาท) ประกอบด้วยดอกไม้ไทยๆอย่าง ดอกขจร ดอกเข็ม ดอกเฟื่องฟ้า ดอกอัญชัญ และดอกแค ทอดกรอบมาพอสมควร นำไปยำกับหมูสับและกุ้ง ด้วยรสเปรี้ยวอ่อนๆกำลังดี เป็นจานหนึ่งที่อร่อยและมีสีสดสวยค่ะ ทั้งนี้ที่นี่เราสามารถแน่ใจได้ว่าดอกไม้ที่นำมาทำจานนี้ไม่ได้ผ่านสารพิษ ยาฆ่าแมลงใดๆทั้งสิ้น เพราะที่นี่ปลูกดอกไม้ไว้เอง

 

และในโอกาสที่เราได้มาเยือนที่นี่ช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงเวลาของ “ข้าวแช่” ที่นี่ก็มีเตรียมไว้อย่างพรักพร้อม

มีเครื่องอยู่ 4 อย่างได้แก่ ลูกกะปิ พริกหยวกยัดไส้  หอมยัดไส้ และไชโป้วหวาน และน้ำข้าวแช่ที่นี่จะอบแค่กับดอกมะลิเท่านั้น ไม่อบควันเทียน เป็นชุด ราคา 390++บาท / ท่าน โดยความพิเศษของชุดนี้อยู่ที่น้ำ น้ำลอยดอกมะลิมาหอมเย็นชื่นใจมากๆค่ะ  วันหนึ่งอย่างสุดสัปดาห์มีประมาณ 50 ชุด ถ้าจะให้ดีลองจองกันล่วงหน้าได้นะคะ เพื่อความชัวร์ และสามารถสั่งเป็นชุดนำกลับบ้านได้ด้วย ราคากล่องละ 970 บาท สำหรับทาน 2 ท่าน

 

ขนมจีนยี่ปุ่น (190 บาท) เส้นขนมจีนเส้นเล็กเหนียวนุ่มพร้อมกุ้ง ผัก หมู 3 ชั้น สไลด์ในน้ำยาอันมีรสชาติเข้มข้น เผ็ดซักหน่อย

 

ข้าวยำบูดู (ราคา 290 บาท) ที่จานนี้ความหวาน เผ็ด เปรี้ยว ซ่า และมีความหอมอยู่ในตัว จากผักและสมุนไพร มาอย่างครบครัน  และน้ำบูดูที่มีรสชาติกำลังดี  ท๊อปด้วยดอกพวงชมพูสีหวานสดใส

 

ถึงคราวของ ของหวาน มาเริ่มกันที่ขนมหาทานยากอย่าง ขนมพระพาย (120 บาท) ที่เป็นขนมพื้นถิ่นของภาคใต้  เป็นแป้งปั้นเป็นลูกกลมๆสอดไส้ถั่วกวน หวาน นุ่ม หนึบ อร่อย หอม มัน ด้วยกะทิราดหน้า และยังมีสีสันสวยงามน่าทาน น่าถ่ายรูปอีกด้วย

 

ขอปิดท้ายด้วยขนมหาทานยากอีกอย่างหนึ่ง ขนมข้าวกระยาคู (ราคา 150 บาท)  ที่ทำมาจากสูตรดั้งเดิมของตระกูล ทำกันมาแต่สมัยก่อน ซึ่งแต่เดิมเป็นขนมเพื่อบำรุงกำลัง ให้พลังงาน จากข้าวอ่อน กะทิ มีความหวานอ่อน นุ่มนวล มัน หอมใบเตย และเสิร์ฟแบบเย็น ซึ่งที่นี่จะเป็นแบบน้ำใส (บางที่ที่เคยเจอเป็นน้ำข้นๆเลยค่ะ) มาถึงนี่ต้องลองดูนะคะ

เมื่อจบมื้อขอเดินเล่นรอบๆอีกซักนิด ซึบซับบรรยากาศอันชวนผ่อนคลายอีกซักหน่อย ท่ามกลางเสียงเพลงดนตรีบรรเลง เป็นทำนองเพลงไทย

ดอกไม้ สัญลักษณ์นี้ที่มีประดับอยู่รอบๆบ้าน มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับรูปวาดของสามพี่น้องเหนืออัพไรท์เปียโน

เรื่อง : Nopmanee P., Pol.Lt. Kittin A.

ภาพ : Nopmanee P.

Comments

Comments are closed.