ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ฟิลิพ เจ. บรูคส์ และคณะ แห่งสถาบันการเสพติดแอลกอฮอล์และแอลกอฮอลิซึมแห่งชาติ สหรัฐฯ

คนบางคนมักจะมีอาการหน้าแดง (flushing) เวลาดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ) ซึ่งบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ ใจสั่น ใจเต้นแรงร่วมด้วย

อาการดังกล่าวเป็นผลจากลักษณะพันธุกรรม (สืบต่อจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย) ของการขาดเอนไซม์หรือน้ำย่อยที่ใช้ในการทำลายแอลกอฮอล์ที่ชื่อ ‘ALDH2’

ผลของการขาดเอนไซม์หรือน้ำย่อย ‘ALDH2’ จะทำให้เกิดการคั่งของสารพิษที่ชื่อ “อะเซทาลดีไฮด์ (acetaldehyde)”

เรียกชื่อแปลกๆ แบบนี้คงจะไม่เป็นที่รู้จักกัน แต่ถ้าพูดถึงสารเคมีที่เป็นเครือญาติ หรือพี่ๆ น้องๆ ของอะเซทาลดีไฮด์ คือ “ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde)” หรือยาดองศพแล้ว พวกเราคงจะรู้จักกันดี

พิษของอะเซทาลดีไฮด์มีความแรงน้องๆ ฟอร์มาลดีไฮด์ทีเดียว

ลักษณะพันธุกรรมหรือยีนส์บกพร่องชนิดนี้ (ALDH2 deficient) เป็นยีนส์คู่ คนที่ขาดไป 1 ยีนส์ (ดีครึ่งหนึ่ง บกพร่องครึ่งหนึ่ง) เรียกว่า “เถรท (trait = ลักษณะเฉพาะแฝง พันธุกรรมแฝง ยีนส์แฝง)” พบมากถึง 1 ใน 3 ของคนที่มีเชื้อสายเอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น จีน เกาหลี)

คนที่เป็น “เถรท” หรือมียีนส์บกพร่องครึ่งหนึ่ง… ถ้าดื่มเบียร์แบบจืดจางครึ่งกระป๋องก็มากพอที่จะทำให้หน้าแดงได้แล้ว

คนที่มียีนส์ ‘ALDH2’ บกพร่อง 2 ยีนส์ (ไม่มีพันธุกรรมดี มีแต่พันธุกรรมบกพร่อง) หรือไม่มีเอนไซม์นี้เลยจะติดเหล้าได้ยากมากๆ

สาเหตุเนื่องจากทนพิษอะเซทาลดีไฮด์ไม่ไหว เช่น เป็นลม ปวดหัว เมาค้าง ฯลฯ แบบรุนแรงหรือเป็นทันทีที่กิน (คุณลุงผู้เขียนท่านหนึ่งมีอาการแบบนี้ คือ ดื่มนิดเดียวแล้วเป็นลมสลบไปเลย)

ปัญหาอยู่ที่พวก “เถรท (trait)” หรือพวกที่มียีนส์บกพร่องแฝงอยู่ครึ่งหนึ่ง มียีนส์ดีอยู่ครึ่งหนึ่ง พวกนี้จะทำลายพิษแอลกอฮอล์ได้ แต่ทำลายได้ช้ากว่าคนทั่วไป

สารพิษที่คั่งทำให้หน้าแดงเวลาดื่ม ทว่า… ยังพอทนไหว ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษในระดับสูงกว่าคนอื่น

ถ้าคนที่ขาดเอนไซม์นี้ดื่มเบียร์แบบจืดจางวันละ 2 กระป๋องเล็ก (2 ดริ๊งค์) จะมีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มเป็น 6-10 เท่าของประชากรทั่วไป

คณะวิจัยประมาณการณ์ว่า ถ้าผู้ชายญี่ปุ่นที่ดื่มหนักปานกลางขึ้นไปลดปริมาณการดื่มให้น้อยลงเป็นไม่เกิน 9 ดริ๊งค์ต่อสัปดาห์ (1 ดริ๊งค์ = เบียร์แบบจืดจาง 1 กระป๋องเล็ก = เหล้า 40 ดีกรี 25 มิลลิลิตร) จะลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร (ชนิด squamous cell cancers) ได้ 53% > [at-bristol.org.uk]

อาจารย์บรูคส์กล่าวว่า นักดื่มอายุน้อยบางคนใช้ยาแก้แพ้ช่วยลดอาการหน้าแดงในระหว่างการดื่ม เพื่อให้ดื่มได้มากขึ้น

การทำเช่นนี้กลบเกลื่อนอาการหน้าแดงได้ชั่วคราว แต่จะทำให้เสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นในระยะยาว

อาจารย์ท่านแนะนำให้ตั้งคำถาม 2 ข้อกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้แก่

(1). ตอนดื่มเบียร์แก้วแรกในชีวิต… หน้าแดง (flushing) หรือไม่

  • ถ้าหน้าแดงแสดงว่า น่าจะขาดเอนไซม์ ALDH2 และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มขึ้น

(2). เมื่อดื่มไป 1-2 ปี… ดื่มเบียร์แล้วหน้าแดงหรือไม่

  • ถ้าหน้าไม่แดง (เลิกแดง) แสดงว่า น่าจะเริ่มติดเหล้าแล้ว (tolerant = ด้าน ดื้อยา ดื้อต่อสารเคมี)

คนที่ดื่มแล้วหน้าแดง… เสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น ส่วนคนที่ดื่มนานจนหายแดง… แสดงว่า เริ่มติดเหล้าแล้ว เสี่ยงมะเร็งด้วย เสี่ยงโรคอื่นๆ เช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง ฯลฯ ด้วย

เมืองไทยเรามีสถิติมะเร็งหลอดอาหารในภาคใต้สูงกว่าภาคอื่นๆ และคนไทยที่หน้าแดงเวลาดื่มเหล้าก็มีสูงมากด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ว่า คนไทยที่มีพันธุกรรมบกพร่องแบบนี้น่าจะมีมากพอๆ กับชาวเอเชียตะวันออกไกล (ญี่ปุ่น จีน เกาหลี)

กล่าวกันว่า ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) มีแนวโน้มจะมีพันธุกรรมบกพร่องแบบนี้ต่ำกว่าคนเอเชีย ทำให้ฝรั่งทนต่อสารพิษชนิดนี้ได้มากกว่าคนเอเชียโดยเฉลี่ย

ข่าวดีคือ สมาคมมะเร็งวิทยาอเมริกา [ ACS ]  แนะนำวิธีลดเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่สำคัญได้แก่

  • (1). ไม่สุบบุหรี่
  • (2). ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก (ถ้าดื่มแล้วหน้าแดง… ดื่มน้อยก็เสี่ยง)
  • (3). ระวังอย่าให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน… ถ้าอ้วนไปแล้วก็ขอให้รักษาน้ำหนักให้คงที่หรือลดลง
  • (4). กินผักผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) หลายๆ สี ให้มากพอทุกวัน
  • (5). อย่าดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด (เช่น ชา กาแฟ ฯลฯ)
  • (6). ถ้าทำงานซักรีกประเภท “ซักแห้ง” ควรลดการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ หรือจัดให้ที่ทำงานมีการระบายอากาศที่ดี และล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหาร-ดื่มน้ำทุกครั้ง

อาการหน้าแดงจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่หลอดอาหารอย่างไร?

 

คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายคนมีอาการหน้าแดง นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพทางด้านพันธุกรรมที่อาจทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ต่อการเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารด้วย

คนที่ดื่มเหล้าหลายคนมีอาการหน้าแดง โดยเฉพาะคนในเอเชียตะวันออก อย่างคนจีน คนญี่ปุ่น และคนเกาหลี ที่ดื่มสุรา ราว 34 % จะมีอาการหน้าแดง หลายคนดื่มสุราเพียงเล็กน้อยก็เกิดอาการแล้ว และนอกจากจะหน้าแดงคอแดงแล้ว บางคนยังแดงไปทั่วทั้งตัวด้วย คนที่มีอาการแบบนี้ อาจรู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้ รู้สึกร้อนวูบวาบ หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน และปวดศีรษะ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สาเหตุ คือ ความแตกต่างทางพันธุกรรม เพราะคนที่มีอาการนั้นมี gene หรือเชื้อพันธุ์ตัวหนึ่งคือ ALDH2 บกพร่อง ซึ่งทำให้ร่างกายของคนเหล่านั้นรับหรือมีปฏิกริยาต่อแอลกอฮอล์ต่างไปจากคนอื่น นักวิจัยเตือนว่า ผลกระทบเรื่องนี้ อาจเป็นอันตรายมากไปกว่าเพียงแค่หน้าแดง เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง หลอดอาหารด้วย ยิ่งดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น อย่างในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นักวิจัยพบว่า คนที่มีจีนหรือเชื้อพันธ์ ALDH2 บกพร่องที่ดื่มจัด มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารมากกว่าคนอื่นราว 6 – 10 เท่า

มะเร็งหลอดอาหารเป็นเนื้อร้าย ที่เป็นอันตรายทำให้คนเสียชีวิตมากชนิดหนึ่ง แต่อาจบำบัดรักษาได้หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ แต่หากเนื้อร้ายขยายตัวแล้ว โอกาสมีชีวิตรอดจะลดลงอย่างมาก นักวิจัยประมาณว่า คนที่มีจีนหรือเชื้อพันธ์ ALDH2 บกพร่องนั้น มีอยู่ราว 550 ล้านคน หรือราว 8 % ของประชากรโลก

Philip Brooks นักวิจัยสถาบันโรคพิษสุราเรื้อรัง National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism ในสหรัฐกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเกี่ยวโยงระหว่างอาการหน้าแดง เมื่อดื่มสุรากับการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร นอกจากนั้น นักวิจัยเตือนว่าการสูบบุหรี่และดื่มสุราด้วย ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารเช่นกัน

 

 

 

Comments

Comments are closed.